การคัดเลือกลูกค้าคร่าวๆ

การคัดเลือกลูกค้าคร่าวๆ

เราจะใช้วิธีง่ายๆ โดยการให้คะแนนระบบสี่คะแนน โดยจะให้ทุกคำถามที่เราตอบ "ใช่" ได้หนึ่งคะแนน

1. คุณคิดว่าชื่อนี้มีรายได้มากพอที่จะซื้อสินค้าได้หรือไม่
2. สินค้าของคุณเหมาะสมกับเขาไหม
3. คุณรู้เรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงหรือกำลังจะเปลี่ยนแปลง ที่จะทำให้มีความจำเป็นต้องซื้อสินค้าเพิ่ม
4. คุณรู้จักลูกค้าคนนี้ดีพอที่จะพบได้

โดยการให้คะแนนแบบนี้คุณจะพอมองออกว่าใครสามารถซื้อได้ รายชื่อที่ได้คะแนนสูงๆ คือ รายชื่อเร่งด่วนที่คุณต้องไปพบก่อนรายอื่น แต่รายชื่อที่ได้คะแนนน้อยไม่ใช่ว่าจะไม่ดีแต่เป็นเพราะรอให้เราหาข้อมูล และทำความรู้จักให้มากกว่านี้ (อย่างน้อยก็แนะนำรายชื่อให้คุณได้)

จัดเก็บรายชื่อให้ใช้งานได้สะดวกที่สุดสำหรับคุณ เชื่อว่าบริษัทของคุณคงมีระบบการเก็บรายชื่อลูกค้าที่ดีอยู่แล้ว ความสำคัญคือใช้มัน และใช้มันอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย

การหารายชื่อลูกค้า

การหารายชื่อลูกค้า

ลองเช็คดูตามหัวข้อต่อไปนี้แล้วถามตัวเองว่า เขาเหล่านี้สามารถซื้อสินค้าคุณได้หรือไม่ หรือเขามีความจำเป็นอะไรต้องซื้อ หรือเขาสามารถแนะนำรายชื่อดีๆ ให้คุณได้หรือไม่

1. คนที่คุณจ่ายเงินให้เขาเป็นประจำ เช่น เจ้าของร้านขายของชำ อู่รถที่คุณใช้บริการ ร้านเสื้อผ้า

2. คนที่นานๆ คุณจ่ายเงินให้ครั้งหนึ่ง เช่น ผู้รับเหมาซ่อมแซมบ้าน ช่างรับตกแต่งภายใน

3. คนในอาชีพอื่นๆ หมอ ครู คนทำงานธนาคาร คนที่คุณต้องเกี่ยวข้อง

4. สมาคม สโมสร ที่คุณเข้าร่วม แยกประเภท ดูรายชื่อที่เป็นเพื่อนหรือคนที่คุณรู้จักในกลุ่ม

5. กลุ่มคนที่คุณเจอตอนเย็นๆ ไปเดินเล่น เพื่อนบ้านก็เป็นกลุ่มที่อย่ามองข้าม

6. เพื่อนนักเรียนเก่า

7. งานเดิม ก่อนที่คุณจะเป็นนักขาย พวกที่คุณเคยคิดว่าเป็นคู่แข่งของคุณ กลุ่มที่คุณสนิท และกลุ่มที่เพื่อนคุณสนิท

8. ญาติของคุณ ญาติของคู่สมรสคุณ คุณจะรู้ข้อมูลและพบได้ด้วยการต้อนรับที่ดี

9. กลุ่มคนที่คู่สมรสของคุณรู้จัก อาจจะเป็นในสมาคม ชมรม ที่ทำงาน

10. งานอดิเรกของคุณ กีฬา ที่คุณมีกิจกรรมสม่ำเสมอคุณจะมีกลุ่มที่เป็น "คนคอเดียวกัน"


สานสัมพันธ์กับลูกค้าเดิม

สานสัมพันธ์กับลูกค้าเดิม

ถ้าคุณเป็นนักขายมานานพอสมควรคุณก็ต้องมี "เพื่อนพิเศษ" ลูกค้าเดิมของคุณ คุณควรมีการติดต่อสานสัมพันธ์เป็นประจำซึ่งจะให้ผลดีสามข้อ

1. นี่เป็นการสร้างธุรกิจที่ดี
2. คุณมีหน้าที่ต้องบริการ
3. เขาเป็นแหล่งรายชื่อใหม่ที่ดีที่สุดแหล่งหนึ่ง

มีผลการวิจัยว่า นักขายที่มีความสามารถจะขายสินค้าเพิ่มในกลุ่มลูกค้าเก่าอย่างสม่ำเสมอในขณะที่นักขายที่ไม่ค่อยมีผลงาน พยายามที่จะเปิดการขายใหม่ๆ ตลอดเวลา และพยายามขายให้กับลูกค้าที่นักขายเก่งๆ ดูแลอยู่ เท่ากับเป็นการกระตุ้นความคิดให้ลูกค้า และลูกค้าก็จะโทรไปสอบถามนักขายของเขาว่า สินค้าตัวนั้นตัวนี้เป็นอย่างไร ซึ่งที่จริงแล้วนักขายเคยเสนอก่อนแล้วแต่ลูกค้าอาจจะไม่มีความพร้อมจะรับฟัง นั่นเท่ากับว่านักขายที่เก่งในการรักษาความสัมพันธ์จะมีนักขายอื่นๆ คอยช่วยกระตุ้นตลาดให้ตลอดเวลา

อย่าลืมว่านักขายได้รับค่านายหน้าจากลูกค้าเก่าเวลาเขาสั่งสินค้าอีกครั้ง ดังนั้นนั่นถือเป็นค่าบริการที่ลูกค้าจ่ายให้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่านักขายนั้นจะบริการหรือไม่

ฉะนั้นอย่างน้อยการรักษาการติดต่อสม่ำเสมอนอกจากเป็นภาระผูกพันธ์ที่คุณมีต่อเขาแล้ว ลูกค้าของคุณยังเป็นแหล่งที่คุณจะได้รายชื่อใหม่ๆ ทั้งในเครือญาติ และคนที่เขารู้จักอีกด้วย

ลูกค้าธรรมชาติ

ลูกค้าธรรมชาติ

ชื่อเป็นวัตถุดิบที่เราต้องนำมาเข้ากระบวนการเปลี่ยนให้เป็นลูกค้า ชื่ออาจจะหาจากสมุดโทรศัพท์ รายชื่อสมาชิก และอีกหลายๆแห่ง แต่ทำไมเราต้องเริ่มต้นจากวัตถุดิบที่ไม่ได้คัดคุณภาพในเมื่อเรามีชื่อของเพื่อนที่เรารู้จักอีกนับร้อยให้เราเริ่มต้น

คุณอาจบอกว่าผมต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าทำอาชีพนี้ได้ด้วยการขายคนแปลกหน้าก่อน ผมไม่ต้องการให้ใครมาช่วยให้ผมอยู่ได้ หรืออีกหลายสิบความคิดที่คุณจะมี

มีเหตุผลที่ดีหลายข้อที่คุณต้องไปพบเพื่อนคุณ คุณเป็นหนี้ในความเป็นเพื่อนที่จะต้องให้โอกาสเขาซื้อสินค้าจากคนที่เขาไว้ใจได้ สินค้าที่คุณขายให้นั้นให้ประโยชน์ที่แท้จริงยิ่งกว่าสินค้าใดๆ ที่เพื่อนของคุณจะหาซื้อได้

มิตรภาพคือสิ่งที่ต้องตอบแทนกันและกัน

มีคุณค่าที่จะจดจำไว้ว่ามิตรภาพคือสิ่งที่แลกเปลี่ยนกันและกัน สมมุติคุณปวดฟัน แถวบ้านคุณมีหมอฟันเก่งๆ สามคน คุณจะเลือกไปพบหมอฟันคนไหน แต่ถ้าหนึ่งในนั้นเป็นเพื่อนคุณ คุณคงไม่ลังเลใจที่จะไปให้เพื่อนทำฟันให้ใช่ไหม

มันไม่มีเหตุผลที่ดีใดๆที่คุณจะไม่ไปหาเพื่อนเพื่อบอกถึงการบริการที่ดีที่สุดที่คุณสามารถตอบแทนให้ในความเป็นเพื่อน

ถึงแม้ไม่ได้คืดจะเข้าไปขาย แต่การไปประกาศตัวว่าคุณขายอะไรก็ทำให้เพื่อนรับรู้ และในวันข้างหน้าถ้าเขาต้องการสินค้าของคุณ เขาจะโทรหาคุณเอง

การหาข้อมูลลูกค้า

การหาข้อมูลลูกค้า

นักขายที่ประสบความสำเร็จในการแสวงหาลูกค้า จะเป็นนักค้นหาข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ข้อมูลลูกค้าที่ต้องการมี

•ชื่อ นามสกุล
•วันเดือนปี เกิด ,อายุ
•ชื่อคู่สมรส และอายุ
•อายุและเพศของลูก ,ความคาดหวัง ความปรารถนาสำหรับลูก
•ที่ทำงาน ชนิดของงาน เรื่องที่สนใจ ทิศทางความสำเร็จ การเลื่อนตำแหน่งเมื่อเร็วๆ นี้
•รายได้ รายได้ที่ได้มาแล้ว และรายได้ที่ยังไม่ได้รับ รายได้คู่สมรส โอกาสที่จะรับมรดก
•ที่อยู่ที่บ้าน เป็นเจ้าของ,ผ่อน ,หรือเช่า
•พื้นฐานการศึกษา
•การเป็นทหาร
•งานอดิเรก หรือความสนใจส่วนตัว เก่งทางด้านใด
•สมาคม ชมรม เป็นกรรมการด้วย?
•ลูกค้ามีท่าทีพบคนแบบเพื่อน หรือ แบบกระด้าง
•ชื่อเลขา วิธีที่ดีที่สุดที่จะพบเจ้านาย
•จะใช้ความมีชื่อเสียงของนักขายเข้าพบได้หรือไม่?
•อะไรเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะจูงใจลูกค้า

ใช้รายการเหล่านี้เพื่อเป็นเครื่องชี้นำในการหาข้อมูล มีความสำคัญมากที่จะต้องรู้เรื่องที่ลูกค้าเก่งมากในเรื่องใด เพราะนี่จะช่วยให้เราเปิดใจได้ผลดี

คุยในเรื่องที่เขาอยากจะคุยก่อน
!!!

เข้าพบลูกค้าด้วยการต้อนรับที่ดี

คุณสามารถเข้าพบลูกค้าด้วยการต้อนรับที่ดีหรือไม่

เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการต้อนรับจากลูกค้าด้วยความรู้สึกที่ดี เรื่องเล่าของนักขายทุกเรื่องให้ความรู้สึกที่ดีและลูกค้าหลายคนก็ได้มีโอกาสฟังแล้ว ฉะนั้นการต้อนรับที่ดีหมายความว่าเขายินดีฟังเรื่องดีๆที่คุณเล่า มีลูกค้าบางคนสนิทกับนักขายอื่นที่ไม่ใช่คุณมากกว่า ลูกค้าคนนี้ก็ไม่ใช่ลูกค้าของคุณ

คนส่วนใหญ่มีปฏิกริยาต่อเรื่องเดียวกันคล้ายกัน ส่วนใหญ่มีความเป็นเพื่อน และเข้าพบได้ พวกเขายุติธรรม รักบริษัท รักครอบครัว ในประเด็นนี้ถ้าคุณมีความชำนาญในการสร้างความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนใหม่ๆ ไม่ว่าคุณจะถูกจับไปปล่อยลงในเขตใด คุณก็สามารถทำงานของคุณได้สำเร็จ อย่าลืมว่างานนี้เป็นงานที่ต้องทำ ไม่ใช่แค่รู้

สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง 5 แบบ

สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง 5 แบบ

1.ความรับผิดชอบในครอบครัวสูงขึ้น
1. การเกิด

2. การหมั้น หรือการแต่งงาน
3. ซื้อบ้าน
4. โอนที่ดิน
5. กู้ยืมเงิน ฯลฯ

2. ความรับผิดชอบในธุรกิจสูงขึ้น
1. ซื้อธุรกิจใหม่หรือปรับโครงสร้าง
2. ประกาศรวมกิจการ
3. มีผู้บริหารสำคัญคนใหม่
4. มีหุ้นส่วนใหม่

3. รายได้ส่วนตัวเพิ่มขึ้น
1.งานใหม่,การเลื่อนตำแหน่ง,เงินเดือนขึ้น

2. จบการศึกษา
3. ค่าธรรมเนียมวิชาชีพ
4. รับมรดก
5. ชนะคดี

4. รายได้กิจการเพิ่มขึ้น
1. ธุรกิจขยายตัว

2. ได้สัญญางานใหม่
3. อยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตมาก

5. เพิ่มการยอมรับสินค้าที่คุณมี เช่น ไม่มีทางแก้ปัญหาทางอื่น /เห็นตัวอย่าง

สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง 5 แบบนี้แบบไหนที่เอื้อประโยชน์ให้คุณ เมื่อคุณเห็นมันเกิดขึ้นกับคนที่คุณเล็งไว้ให้คุณรีบเข้าไปหาเขาเพื่อเสนอขายทันที

สถานการณ์เปลี่ยนความจำเป็นก็เปลี่ยน

สถานการณ์เปลี่ยนความจำเป็นก็เปลี่ยน

คุณเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า ลูกค้าของคุณเป็นแบบไหน และตอนนี้ทีนี้ต้องถามเพิ่มว่า เขาจะเป็นลูกค้าได้เมื่อไร เพราะเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนความจำเป็นก็เปลี่ยน

ณ เวลานั้น ถ้าคุณสามารถเฝ้าดูตลอด 24 ชั่วโมงในการเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงแล้ว จะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จากหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ คุณอาจจะพบผู้คาดหวังได้เลื่อนตำแหน่ง นั่นเป็นโอกาสที่จะมีเรื่องให้คุย หรือระหว่างการพูดคุยคุณจะได้ยินว่าบางคนซื้อบ้านใหม่


คอยสังเกตการณ์ให้ดี

แล้วลูกค้ามีความจำเป็นเฉพาะตรงจุดไหน

แล้วลูกค้ามีความจำเป็นเฉพาะตรงจุดไหน

เมื่อเรามีข้อมูลเบื้องต้นตามที่อ่านมาแล้วเราก็ต้องมาวิเคราะห์หาจุดขาย จุดที่เรียกว่าเกาถูกที่คัน นักขายบางครั้งพลาด เสนอไม่ถูกจุดที่เป็นความจำเป็นเฉพาะ ทำให้ลูกค้าไม่สนใจเลย บางคนเสนอจุดที่ถูกต้องแต่ลูกค้าจ่ายไม่ไหว ทั้งนี้เป็นเพราะนักขายไม่ได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดแล้วประเมินหาจุดที่คันของลูกค้า

ลูกค้าบางคนการศึกษาสูงย่อมพอใจการเสนอแบบเต็มรูปแบบ มีการเสนอตัวเลข เสนอจุดความจำเป็นที่ต้องซื้อ แต่โดยส่วนใหญ่ของลูกค้าไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจถึงขนาดนั้น ที่เรายังคงใช้ได้คือนำเสนอด้วยภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจของลูกค้า คุณต้องปรับตัวเข้ากับลูกค้าให้ได้

จับตาการเปลี่ยนแปลงของลูกค้า

จับตาการเปลี่ยนแปลงของลูกค้า

ในงานสังสรรค์ หรืองานชุมนุมใดๆ ที่คุณเข้าร่วม จะมีใครบางคนที่มีการเปลี่ยนแปลง ได้เลื่อนตำแหน่ง มีลูกคนใหม่ ซื้อบ้านใหม่ คนเหล่านี้จะมีการเปลี่ยนแปลงความจำเป็นในสินค้าที่คุณมี ถ้าคุณจับตาเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคุณก็จะขยายขอบเขตของลูกค้าทั้งในแง่จำนวนและขนาด

ลูกค้าจ่ายเงินซื้อสินค้าของคุณไหวหรือไม่

นักขายคนหนึ่งกล่าวว่า "หาลูกค้าที่มีเงินมาให้ผม แล้วผมจะหาว่าเขามีความจำเป็นที่ต้องซื้อสินค้าเพราะอะไร"
นักขายที่มีผลงานสูง จะรู้รายได้โดยประมาณของลูกค้า ในขณะที่นักขายธรรมดามักจะไม่สามารถประเมินรายได้ ของลูกค้าได้
ความสามรถในการซื้อของลูกค้าจะสัมพันธ์ กับการขายได้ของนักขายโดยตรง

การคัดเลือกลูกค้า

การคัดเลือกลูกค้า

สมมุติคุณได้พบลูกค้า คุณถามเขาว่า "ไม่ทราบลูกๆ เป็นอย่างไรบ้างครับ" เขาตอบว่า "ผมยังไม่มีลูกครับ" คุณก็ถามต่อไปว่า "เอ่อ! ถ้าอย่างนั้น ภรรยาคุณสบายดีนะครับ" เขาตอบกลับมาว่า "ผมยังไม่มีภรรยาครับ" กรณีนี้คนๆ นี้เป็นแค่ชื่อที่เราได้มา ไม่ได้เป็นแม้ผู้คาดหวังด้วยซ้ำ

คุณจะทำให้ชื่อๆ หนึ่งกลายเป็นลูกค้าได้ก็ด้วยการหาข้อมูลที่เพียงพอ ที่จะทำให้คุณสามารถจัดเตรียมแผนการนำเสนอที่เหมาะสมกับลูกค้าคนนี้ได้ ข้อมูลที่กว้างๆ ที่คุณควรรู้ก็มี

1. ความจำเป็นในสินค้าที่ลูกค้าต้องซื้อ
2. ความสามารถที่จะซื้อได้
3. พบได้ด้วยความยินดี
คุณจะหาข้อมูลที่ว่านี้ได้อย่างไร ?



การสังเกตด้วยตนเอง
สมมุติว่าคุณกำลังทำกิจวัตรประจำวันที่ได้มีโอกาสพบ เพื่อนบ้าน ที่ร้านค้า หรือคุยกับคนแปลกหน้าที่มายืนเลือกของอย่างเดียวกับคุณ ถ้าคุณปากไม่หนัก คุณก็คงได้เพื่อนใหม่ แต่คุณรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับตัวเขาจากการคุยกัน หรือเพียงฟังผ่านๆ ลองดูคำถามและการหาข้อมูลต่อไปนี้

คำถาม ->> ข้อมูลที่พอมองเห็นได้ (ไม่ได้ถามตรงๆ)

สวัสดีครับ สบายดีหรือครับ? แสดงความเป็นมิตรก่อนเลย?
ธุรกิจเป็นอย่างไรบ้างครับ? สามารถจ่ายเงินซื้อสินค้าได้?
ปกติงานยุ่งมากๆช่วงไหนครับ? จะพบได้ตอนไหน?
งานใหม่เป็นอย่างไรบ้าง? การเงินดีขึ้น?

นี่เป็นเพียงตัวอย่าง ในการคุยกันจริงๆ เราจะพูดคุยตามธรรมชาติที่จะถามสารทุกข์สุขดิบ แต่จุดมุ่งหมายเพื่อให้นักขายมองลูกค้าในอีกมุมมองหนึ่งที่ได้ข้อมูลจากการสนทนา และนำไปบันทึกอีกครั้งเพื่อนำมาพิจารณาใช้เตรียมการนำเสนอของนักขาย

ทัศนคติในการแสวงหาลูกค้า

ทัศนคติในการแสวงหาลูกค้า

การแสวงหาลูกค้าเป็นกระบวนการ ไม่ใช่ปัญหาถ้าคุณทำด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง คุณเชื่อในสินค้าที่คุณมีแค่ไหน ถ้าคุณเชื่อเหมือนคริสเตียนที่ไม่ว่าจะยากลำบากอย่างไรก็ยังคงประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูที่ตนศรัทธาแม้จะต้องแลกด้วยชีวิต ถ้าคุณเชื่อได้ระดับนั้นความรู้สึกคุณก็คืออยากจะเล่าเรื่องสินค้าที่คุณมีให้คนใหม่ๆ ฟังทุกวัน


นักขายที่มีความสามารถมองว่าการแสวงหาลูกค้าเป็นเพียงหนทางที่เขาจะได้พบคนที่ถูกต้องที่จะเล่าเรื่องสินค้าที่เขามี ที่เขาเชื่อให้คนอื่นฟัง

การแสวงหาลูกค้าเป็นเรื่องที่จะต้องทำ ไมใช่เรื่องที่เพียงแต่รู้ คุณพร้อมที่จะ "ทำ" อะไรบางอย่างกับการแสวงหาลูกค้าหรือยัง

สร้างนิสัยในการแสวงหาลูกค้า

ทัศนคติในการแสวงหาลูกค้า

นักขายที่ดีจะรู้ว่าการจะประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เขาได้ติดต่อใหม่ๆ ในขณะที่เข้ามาในธุรกิจ ไม่ใช่จำนวนคนที่เขารู้จักมาก่อนเข้ามาในธุรกิจ คุณต้องสร้างฐานตลาดด้วยการทำงานแสวงหาลูกค้าใหม่ๆให้เป็นนิสัย


อนาคตคุณแขวนอยู่บนนิสัยห้าประการต่อไปนี้

1.หารายชื่อเข้ามาโดยการทำความรู้จัก จากคนที่คุ้นเคยกัน จากลูกค้าเดิม จากศูนย์อิทธิพล จดหมายตรง ชื่อแนะนำ หนังสือพิมพ์ คนแปลกหน้า รายชื่อ ชื่อพวกนี้เป็นชื่อที่คาดหวังจนกว่าจะคัดแล้วถึงจะเป็นลูกค้า

2.คัดคุณภาพชื่อเหล่านี้ ชื่อจะเป็นแค่ชื่อจนกว่าคุณจะหาข้อมูลได้มากพอที่จะตัดสินใจว่าชื่อนี้จะเป็นลูกค้าหรือไม่

3.บันทึกข้อมูล หาวิธีที่ง่ายๆจะเก็บบันทึกข้อมูลลูกค้าเพื่อจะได้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในแต่ละวันทำงาน

4.หาคนที่จะแนะนำไปพบคนเหล่านี้ จะเป็นการทำงานที่ฉลาดที่จะหาคนแนะนำ หรือถือจดหมาย นามบัตรไปเพื่อพบลูกค้าเหล่านี้

5.กำจัดรายชื่อที่ไม่มีแววว่าจะขายได้ ถ้าได้ใช้ความพยายามที่จะพบเพื่อเสนอขายหลายครั้งแล้วไม่สำเร็จ ให้ตัดรายชื่อออก

นักขายที่มีความสามารถเหนือระดับธรรมดาจะเปลี่ยนรายชื่อใหม่ๆ เข้ามาในแฟ้มรายชื่อเสมอ แฟ้มรายชื่อมีไว้ให้นำรายชื่อเข้า และนำรายชื่อออก ไม่ใช่ไว้เพื่อเก็บสะสมรายชื่อ อีกทั้งยังต้องมีทัศนคติในการแสวงหาลูกค้าที่ดีอีกด้วย

ทำไมต้องแสวงหารายชื่อลูกค้า ?

ทำไมต้องแสวงหารายชื่อลูกค้า ?

เราไม่ได้ถามว่าใครเป็นลูกค้าของคุณ เพราะเราถามเพื่อให้คุณคิดดูว่าคุณจะบรรลุเป้าหมายทางการเงินของคุณ คุณมีลูกค้าดีพอที่จะทำให้เป็นจริงหรือไม่

คุณคงได้รับการบอกมาว่าเพดานรายได้ของคุณไม่จำกัด ทางเทคนิคแล้วจริงอย่างยิ่ง แต่เพดานของคุณคือเวลาที่คุณมี 24 ชั่วโมงในหนึ่งวัน และความสามารถที่คุณจะปิดการขายได้ในชั่วโมงทองของการทำงาน แต่ก่อนอื่นคุณต้องมีคนที่คุณจะไปขาย และคนที่คุณจะไปขายต้องมีมากพอ และคุณภาพดีพอที่คุณจะสร้างฝันให้เป็นจริงได้

ถ้าคุณเป็นนักขายใหม่ผู้มีฐานตลาดใหญ่ คุณคงคิดว่า ไว้เราหาคนที่เรารู้จักหมดก่อนค่อยมาว่ากันเรื่องนี้ก็แล้วกัน (คุณคิดผิดมหันต์)

เพราะนี่คือความจริง
จากการสำรวจข้อมูลจากการถามนักขายจำนวนส่วนใหญ่ที่ล้มเหลวจากอาชีพนี้ นักขายเหล่านี้อยู่ในธุรกิจได้ปีกว่าๆ

คำถามของผู้สำรวจ คือ "คุณคิดว่างานอะไรยากที่สุดในการเป็นนักขาย" คำตอบที่ได้มากกว่าคำตอบอื่นถึงสามเท่า คือ "การแสวงหาลูกค้า"

ถึงตอนนี้คุณเห็นด้วยหรือยัง กลับมาที่คุณนักขายที่มีฐานตลาดใหญ่ สมมุติว่าคุณรู้จักคน 500 คน ถ้าคุณทำงานสัปดาห์ละห้าวัน ปีละสี่สิบสัปดาห์ คุณพบลูกค้าวันละสามคน สัปดาห์ละสิบห้าคนปีละ600 คน คุณคิดว่าอย่างไร และทั้ง 500 คนคุณจะตัดออกไม่ไปพบอีกกี่คน คุณเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีวิธีที่จะแสวงหาลูกค้าหรือยัง ?

การแสวงหาลูกค้าอาจจะเป็นปัญหาใหญ่ของคุณ เป็นปัญหาที่ทำให้คุณท้อแท้ หรืออาจจะเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ เป็นการท้าทายที่สุดยอด ก็ขึ้นกับทัศนคติของคุณเอง

หากคุณคิดจะขายแค่ฐานตลาดธรรมชาติ รับรองว่าคุณจะต้องก้าวออกไปจากอาชีพนี้อีกคน !!!
รีบๆ สร้างนิสัยในการแสวงหาลูกค้าเสียตั้งแต่เริ่มเป็นนักขายเถอะ

นักขายคือ ใคร?

นักขายคือ ใคร?

มี ชายตาบอด 3 คนอาศัยอยู่ในถิ่นที่มีช้างเป็นสัตว์สำคัญประจำเมือง ชายทั้ง3ตาบอดแต่กำเนิดไม่เคยเห็นช้างมาก่อน วันหนึ่งชายทั้ง 3 นั่งถกเถียงกันว่าช้างจะมีรูปร่างเป็นอย่างไร เพื่อเป็นการตอบสนองความอยากรู้ของทั้ง 3 พวกเขาพากันเดินไปตามถนนในเมืองจนมาพบช้างเชือกหนึ่ง

ชายคนหนึ่งคลำถูกลำตัวด้านข้างของช้าง อีกคนจับถูกงวงช้าง คนสุดท้ายคว้าได้หาง หลังจากนั้นทั้ง 3 ก็เดินกลับทางเดิม

ขณะที่เดินกลับชายตาบอดคนหนึ่งกล่าวว่า "ฉันแปลกใจที่พบว่าช้างนี่คล้ายกำแพงเรียบ ๆ"

คนที่สองแสดงความไม่เห็นด้วย "ไม่ใช่ นายผิด ช้างคล้ายกับลำต้นของต้นไม้"

"ไม่ใช่" ชายคนที่สามกล่าว "นายทั้งสองคนผิดพลาดแล้ว ช้างคล้ายกับเชือกเส้นหนึ่ง"

ชาย ทั้ง 3 มีความคิดจำกัดมากเกี่ยวกับช้าง ที่พวกเขารู้เพียงแค่สิ่งที่อยู่ในมือและเขาสัมผัสได้เท่านั้น ไม่มีสักคนเดียวที่ได้เห็นภาพช้างทั้งตัว เช่นเดียวกันสำหรับลูกค้าแล้ว สินค้าของบริษัทคุณอาจคล้ายกับกำแพง ลูกค้าอีกคนบอกว่าคล้ายลำต้นของต้นไม้ ลูกค้าคนที่สามบอกว่าเป็นเชือกเส้นหนึ่ง

ดัง นั้นจึงเป็นหน้าที่ของนักขายที่จะเข้าไปตามบริษัทหรือพบลูกค้าต่างๆ เพื่อมาแนะนำผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าเข้าใจอย่างชัดเจนและถูกต้อง โดยคิดในใจว่า "ถึงลูกค้าไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร ขอเพียงเขาให้โอกาสให้เราเข้าไปอธิบายถึงตัวสินค้าก็พอ"

ถึงลูกค้าคนนี้ไม่ซื้อ แต่คนข้างหน้าอาจซื้อ ถ้านักขายมีความคิดแบบนี้


เขาได้สร้างระบบความเชื่อที่ไม่มีวันล้มเหลวได้เลย

Yellow Puppies Blogger Template | Template Design | Elque 2008